Being Myself
ในการดำเนินไปของชีวิต
ถ้าถามเรา ว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต
เราก็จะบอกว่า มัน ก็คือ ความเป็นตัวของตัวเอง
มานเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้..ไม่ได้เด็ดขาด!
บางวัน เราอาจจะท้อแท้
แต่ห้ามหมดความเป็นตัวของตัวเอง
ในการที่เราจะรู้ว่าเราเป็นตัวของตัวเองหรือไม่นั้น
เราว่า มันอยู่ที่การถามตัวเองว่า เราอยากเป็นอะไร
และกำลังทำอะไร ในโลก ซึ่งเราคงเหมือนมดปลวก
ที่มีชีวิตอยู่ อย่างมาก หกสิบปีแล้วก็ตายไป
พูดง่าย ๆ ก็คือ ต้องมีเป้าหมายในชีวิตตัวเองก่อน
เพราะถ้าเราไม่มี เราก็ไม่รู้จะเอาอะไรยึด
ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรเป็นหลัก ใครเฮซ้าย เราก็ไปซ้าย
ใครเฮขวา เราก็เปลี่ยนใจเลี้ยวมาขวา
เราต้องฉลาดพอที่จะรู้ว่าเราไม่ได้รู้ไปทุกเรื่อง
และโง่พอที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัวเรา
เคยมีหนังสือเล่มหนึ่ง เคยบอกว่า
"ชีวิตก็เปรียบเหมือนบทเรียน เมื่อคุณเจอปัญหา มันก็เหมือนเป็นบทเรียนให้คุณแก้
ถ้าคุณแก้ไม่ได้ ในเวลาต่อไป มันก็จะกลับมาให้คุณแก้อีก แต่ถ้าคุณแก้ได้
มันก็จะมีบทเรียนใหม่ ๆ มาให้คุณเรียนรู้โดยไม่มีที่สิ้นสุด"
บางครั้งถ้าเราลองสังเกตดูดีๆ หลายคนก็อาจมีปัญหาคล้ายๆ กัน เช่น
ความรัก (อาจจะต่างในแง่รายละเอียด)
แปัญหาครอบครัว และการงาน
ในขณะเดียวกัน หลายคนอาจจะเจอปัญหานั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เสมือนสอบตก เพราะไม่เคยเรียนรู้ที่จะจากบทเรียนนั้นๆ
ตอนนี้พอเรียนรู้อะไรได้มากขึ้นบ้าง และพบว่าเมื่อเจอ
บทเรียนเล่มเก่าที่เราต้องมาเจอซ้ำสอง
เราอย่าใช้วิธีเดิม ลองหาวิธีใหม่
เพราะแสดงว่าเราไม่ได้เรียนรู้อะไรจากมัน
ความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ใช่เอาค่าของตัวเอง ไปขึ้นอยู่กับคนอื่น
ไม่ใช่การพึ่งพาทางอารมณ์กับคนอื่น คุณเป็นห่วงคนอื่นได้
คุณรักคนอื่นได้ แต่จะให้ใครมารับผิดชอบชีวิตคุณ มันคงเกินไปหน่อยละ.....จริงมั้ย?
การเป็นตัวของตัวเอง..ต่อให้เราหกล้ม มันก็เป็นเพราะเราทำ
มันก็เป็นบทเรียนให้เราเรียนรู้ ร้องไห้ได้ แต่อย่าร้องนาน เพราะวันเวลามันก็ผ่านไปเรื่อย ๆ
เคยเห็นเด็กที่หกล้มไหมค่ะ เค้านั่งลง กับพื้น ท่ามกลางผู้ใหญ่ ถ้าตราบใดที่มีคนมาโอ๋ มันก็ดูเหมือนทำให้
เด็กคนนั้นร้องไห้ ขึ้แย มากขึ้น มันเหมือนกับ ธรรมชาติของ คน นั่นแหละ
แต่ถ้าเค้าร้องแล้ว ร้องแทบตายก็พบว่า อ้าวไม่เหลือใครมาโอ๋เราแล้วนี้ว่า เค้าก็จะปัดฝุ่นที่เข่า ดูแผลของตัวเอง จดจำว่า คราวนี้เราล้มเพราะอะไร (แต่บางคนไม่เคยมองว่าล้มเพราะอะไร ก็เลยจะล้มเรื่อย ๆ)
อาจจะเป็นเพราะเราซนไปรึเปล่า
อาจจะเป็นเพราะเก้าอี้ตัวนี้ เพราะเราวิ่งเร็วไป
เราไม่ได้หมายความว่าตัวเองรู้เรื่อง อะไรนักหรอก
ก็ยังไม่รู้ และก็ยังต้องเรียนรู้
ก็แค่มุมมองจากสิ่งที่เคยเจอ
และก็พบว่าชีวิตทุกคน ไม่มีทางจะสำเร็จในรูปแบบที่เหมือนกัน เพราะความสุขของแต่ละคนต่างกัน
เศรษฐีอาจมองชาวนาที่มีความสุขกับการเพาะปลูกไปวัน ๆ
ว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ไม่มองอนาคต มีความสุขอะไรง่าย ๆ
ในขณะที่ในชาวนา กลับมองว่า เศรษฐี อยากได้ อะไรมากไปรึเปล่า หามาได้ ก็หาอีก จนไม่รู้จักพอ
ไม่รู้ว่าความสุขจากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ จากต้นข้าวที่ค่อย ๆ โต จาก ฝีมือของเรา ไม่รู้จักความสุข จากเสียงนกร้อง
Be your Self . . . *
!< w A n z |